วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

สารในชีวิตประจำวัน

สารในชีวิตประจำวัน

        สาร หมายถึง สิ่งที่มีองค์ประกอบอย่างเดียว  มีสมบัติเฉพาะตัว  ไม่สามารถแบ่งแยก
ให้เป็นส่วนอื่นๆ ที่มีองค์ประกอบและสมบัติต่างไปจากเดิม  เช่น  อากาศ  เกลือ  น้ำตาล  เป็นต้น
ในการจำแนกสารต้องใช้เกณฑ์ ดังนี้ 

เกณฑ์ในการจำแนกสาร
สถานะของสารแบ่งเป็น 3  สถานะ
1. ของแข็ง : รูปร่างคงที่  อนุภาคเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบและอยู่ชิดกันมาก  มีแรง
ยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมาก  อนุภาคเคลื่อนที่ไม่เป็นอิสระ
2. ของเหลว : รูปร่างไม่คงที่ เปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ  อนุภาคเรียงตัวกันอย่างไม่เป็นระเบียบและอยู่ไม่ชิดกันมาก  มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลไม่มาก  อนุภาคเคลื่อนที่ได้ในระยะสั้นๆ

3. แก๊ส : รูปร่างไม่คงที่  เปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ  อนุภาคอยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ห่างกันมาก  มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อย  อนุภาคเคลื่อนที่เป็นอิสระ
ลักษณะเนื้อสาร  แบ่งเป็น 2 ประเภท  คือ
1. สารเนื้อเดียว หมายถึง  สารที่มีเนื้อสารกลมกลืนกันมองเห็นเป็นเนื้อเดียวตลอด  เช่น  น้ำตาล  เกลือ เป็นต้น  โดยที่สารเนื้อเดียวมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียวหรือมากกว่า 1 ชนิดก็ได้
2. สารเนื้อผสม หมายถึง  สารที่มีเนื้อสารไม่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน  สามารถสังเกตและบอกได้ว่ามีสารองค์ประกอบมากกว่า 1  ชนิด  สมบัติของสารไม่เหมือนกันหมดทั่วทุกส่วน  เช่น  น้ำโคลน
การละลายน้ำ  แบ่งออกเป็น 3  กลุ่ม  คือ
1. สารที่ละลายน้ำได้ดี เป็นสารที่ละลายและผสมกลมกลืนกับน้ำได้ดี เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น
2. สารที่ละลายน้ำได้บ้าง  เป็นสารที่ประกอบขึ้นจากสารหลายชนิด  โดยสารบางชนิดสามารถละลายน้ำได้ แต่สารบางชนิดไม่สามารถละลายน้ำได้ เช่น  สบู่  เป็นต้น
3. สารที่ละลายน้ำไม่ได้  เป็นสารที่เมื่อผสมกับน้ำแล้วตั้งทิ้งไว้ให้อยู่นิ่ง  จะแยกตัวออกจากน้ำ  เช่น  น้ำมัน
ความเป็นกรด-เบส ของสารแบ่งเป็น 3  ประเภท
1. สารที่เป็นกรด
สารที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจากน้ำเงินเป็นแดง
2. สารที่เป็นเบส
สารที่เปลี่ยนกระดาษลิตมัสจากแดงเป็นน้ำเงิน
3. สารที่เป็นกลาง
สารที่ไม่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัส
สี จำแนกประเภทโดยสารที่มีสีเดียวกัน  จำแนกไว้ในกลุ่มเดียวกัน
การนำไฟฟ้า ของสารแบ่งเป็น 2  ประเภท
1. สารที่สามารถนำไฟฟ้าได้  เรียกว่า  ตัวนำไฟฟ้า  เช่น  ลวด  แท่งเหล็ก  เป็นต้น
2. สารที่ไม่สามารถนำไฟฟ้าได้  เรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า  เช่น  ไม้  แก้ว  ยาง  พลาสติก               เป็นต้น
การนำความร้อน ของสารแบ่งเป็น 2  ประเภท
1. สารที่สามารถนำความร้อนได้  เรียกว่า ตัวนำความร้อน  เช่น  อะลูมิเนียม  เหล็ก  เป็นต้น
2. สารที่ไม่สามารถนำความร้อนได้  เรียกว่า  ฉนวนความร้อน  เช่น  พลาสติก  ไม้  เป็นต้น
การเปลี่ยนแปลงของสาร เกิดขึ้นเมื่อสารได้รับพลังงานความร้อน (เพิ่มอุณหภูมิ) หรือคายพลังงานความร้อน (ลดอุณหภูมิ) ทำให้สารเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะ
การเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว  เกิดเมื่ออนุภาคของของแข็งได้รับ
ความร้อน  ทำให้อนุภาคของของแข็งซึ่งเดิมจัดเป็นระเบียบเกิดการสั่นและถ่ายเทพลังงานจลน์ให้แก่กันจนถึงภาวะหนึ่ง  อนุภาคมีพลังงานสูงพอที่จะเคลื่อนที่ออกจากกัน  แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคจึงต่ำลง  เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว
การเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส  เกิดเมื่ออนุภาคของของเหลวได้รับความร้อน  ทำให้อนุภาคของของเหลว  เกิดการสั่นและถ่ายเทพลังงานจลน์ให้แก่กันจนถึงภาวะหนึ่ง  อนุภาคมีพลังงานสูงพอที่จะเคลื่อนที่ออกจากกันมากขึ้น  แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคจึงต่ำลง  เปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส
การเปลี่ยนสถานะเมื่อสารได้รับความร้อน (เพิ่มอุณหภูมิ)
- ของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว          เรียกว่า                   การหลอมเหลว
- ของเหลวเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส                 เรียกว่า                   การกลายเป็นไอ
- ของแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส                   เรียกว่า                   การระเหิด
การเปลี่ยนสถานะเมื่อสารคายความร้อน  (ลดอุณหภูมิ)
- แก๊สเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว                 เรียกว่า                   การควบแน่น
- ของเหลวเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง          เรียกว่า                   การเยือกแข็ง
- แก๊สเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง                   เรียกว่า                   การควบแน่น
การละลายน้ำของสาร เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการนำสารตั้งแต่ 2  ชนิดขึ้นไป
มาผสมกันแล้วสารที่ผสมกันละลายเป็นเนื้อเดียว โดยที่สารที่มีปริมาณมาก  เรียกว่า  ตัวทำละลาย  และสารที่มีปริมาณน้อยเรียกว่า  ตัวละลาย
สมบัติการละลายของสาร
1. ความสามารถในการละลายของสารขึ้นอยู่กับชนิดของตัวทำละลายและตัวละลาย
2. สารชนิดเดียวกันละลายในตัวทำละลายต่างชนิดกันได้แตกต่างกัน
3. สารละลายต่างชนิดกันละลายในตัวทำละลายชนิดเดียวกันได้แตกต่างกัน
การเกิดสารใหม่ เป็นการผสมสารตั้งแต่ 2 ชนิด  ขึ้นไปแล้วให้สารทั้งสองทำปฏิกิริยากัน  เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายใน  ได้เป็น  สารใหม่  ที่มีสมบัติแตกต่างไปจากเดิม
การจำแนกประเภทของสาร
สารรอบตัวเราในชีวิตประจำวันมีการนำมาใช้ประโยชน์และสมบัติของความเป็นกรด-เบสของสารที่แตกต่างกัน
1. สารเจือปนในอาหาร  หมายถึง  สารที่ผสมอยู่ในอาหาร  ได้จากการเติมลงไปขณะปรุงอาหารและได้จากธรรมชาติ  สารเจือปนในอาหาร  หรือเรียก  สารปรุงแต่ง มีหลายชนิด  แต่ละชนิดมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
1.1 สารปรุงรส  เป็นสารที่ช่วยปรุงแต่งรสชาติของอาหารให้ดีขึ้น
น้ำส้มสายชู  ที่รับประทานได้มี 2 ชนิด คือ1. น้ำส้มสายชูแท้  ได้แก่  น้ำส้มสายชูหมัก  น้ำส้มสายชูกลั่น และ2. น้ำส้มสายชูเทียม
น้ำส้มสายชูที่อันตราย  ได้แก่  น้ำส้มสายชูปลอม  ซึ่งเกิดจากการนำกรดกำมะถันเจือจางกับน้ำ
1.2 สารแต่งสี  เป็นสารที่ใช้ปรุงแต่งอาหารให้มีสีสัน  น่ารับประทาน  สีแบ่งเป็น 2  ประเภท  คือ  สีจากธรรมชาติ  และสีสังเคราะห์
1.3 สารแต่งกลิ่น  เป็นสารที่ช่วยเพิ่มกลิ่นให้อาหาร  ทำให้อาหารน่ารับประทาน  เช่น  กลิ่นมะลิ  กลิ่นส้ม เป็นต้น
1.4  สารกันบูด  เป็นสารที่เติมลงในอาหารเพื่อป้องกันการเน่าเสียของอาหาร  ส่วนมากเป็นสารสังเคราะห์ มักใช้ในปริมาณเล็กน้อย
2. สารทำความสะอาด  แบ่งเป็น  สารที่ใช้ทำความสะอาดร่างกาย  สารทำความสะอาดภาชนะ  สารทำความสะอาดเสื้อผ้า  สารที่ใช้ทำความสะอาดห้องน้ำ
3. สารกำจัดแมลงและศัตรูพืช เป็นสารเคมีที่ใช้กำจัดแมลงและศัตรูพืช  มีความรุนแรงต่อคน  สัตว์และสิ่งแวดล้อมถ้าใช้มากเกินไปจะเกิดการตกค้าง ถ้าร่างกายได้รับมากๆ จะเป็นอันตรายต่อสมอง  ประสาท  กล้ามเนื้อ  และอวัยวะ ซึ่งสารกำจัดแมลงและศัตรูพืชอาจใช้สารจากธรรมชาติแทนได้  เช่น  เมล็ดและผลสะเดา  เมล็ดและผลยี่โถ เป็นต้น
ในชีวิตประจำวันการนำสารต่างๆ มาใช้เราต้องศึกษาข้อมูลและวิธีการใช้สารต่างๆ ให้เข้าใจก่อนใช้ เพื่อเราจะได้ใช้สารได้ถูกต้องกับการใช้งานและปลอดภัยต่อผู้ใช้  รวมทั้งปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและ
การแยกสาร
การแยกสารด้วยวิธีการหยิบออก เป็นวิธีการแยกสารที่เป็นของแข็ง  ที่มีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น  ขนาด  หรือสี
การแยกสารด้วยการร่อนเป็นวิธีการแยกสารที่เป็นของแข็ง ที่มีขนาดแตกต่างกัน  โดยใช้อุปกรณ์ในการร่อน เช่น  ตะแกรง  เป็นต้น
การแยกสารด้วยการกรอง เป็นวิธีการแยกของแข็งที่ไม่ละลายน้ำออกจากของเหลว  ซึ่งอาจกรองด้วย  ผ้าขาวบาง  กระดาษกรอง  เช่น  การใช้ผ้าขาวบางกรองกะทิ  เพื่อแยกเศษผงกะลามะพร้าวและกากมะพร้าว  ทำให้น้ำกะทิขาว  สะอาดขึ้น  เป็นต้น
การแยกสารด้วยการระเหยแห้ง เป็นวิธีการแยกของแข็งที่ละลายน้ำกลายเป็นเนื้อเดียวกับของเหลว  โดยใช้ความร้อน  เปลี่ยนสถานะสารที่เป็นของเหลวให้กลายเป็นไอจนหมดเหลือแต่สารที่เป็นของแข็ง  เช่น  การแยกเกลืออกจากน้ำ      เป็นต้น
การแยกสารด้วยการระเหิด เป็นการแยกของแข็งที่ระเหิดได้กับของแข็งที่ระเหิดไม่ได้ออกจากกัน  ของแข็งโดยปกติเมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว  แต่มีของแข็งบางชนิดเมื่อได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส  เช่น  การบูร  ลูกเหม็น  เป็นต้น
ผลของสารต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม
การนำสารต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมาใช้ จะต้องศึกษาข้อมูลและวิธีการใช้สารต่างๆ ให้เข้าใจก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้สารได้ถูกต้องกับการใช้งานและปลอดภัยต่อผู้ใช้ รวมทั้งปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมด้วย